| คาบที่ 2 |
คนลักษณ์หก
1. สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากวิชานี้ที่สำคัญที่สุด 3 อย่าง
เรื่องแรกคือ ผมเข้าใจว่าเวลาที่คนเราแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเห็นตรงหน้า แต่มีเหตุผลบางอย่างอยู่ข้างใน เช่น เมื่อก่อนเวลาทำงานกลุ่มแล้วมีเพื่อนบางคนไม่ค่อยพูด ผมจะคิดว่าเขาไม่สนใจงาน หรือไม่ค่อยรับผิดชอบ แต่พอได้เรียนเรื่องนพลักษณ์ทั้ง 9 ลักษณ์ แล้วได้ลองสังเกตว่าแต่ละคนมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน บางคนต้องใช้เวลาคิดก่อนพูด บางคนไม่กล้าพูดเพราะกลัวพูดผิด บางคนต้องการให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนถึงจะเริ่มทำ
ผมเริ่มรู้สึกว่า ถ้าเรารีบตัดสินจากสิ่งที่เห็นอย่างเดียว เราอาจจะเข้าใจเขาผิดก็ได้ หลังจากที่เรียนวิชานี้ เวลาทำงานกลุ่ม ผมจะพยายามดูมากกว่าว่าแต่ละคนทำงานแบบไหน มากกว่าจะไปตัดสินว่าเขาขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบ
เรื่องที่สองที่ผมรู้สึกว่ามันเปลี่ยนความคิดผมคือ เรื่องการแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการตีความ หลายครั้งผมคิดว่าสิ่งที่ผมเห็นก็คือความจริงแล้ว แต่พอได้ลองแยกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสิ่งที่เราคิดเองกันแน่ ผมพึ่งรู้ว่าที่ผ่านมาหลายครั้ง ผมเอาสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่คิดมารวมกัน แล้วก็ตัดสินไปแล้ว ทั้งที่จริงๆ เราอาจจะยังไม่รู้เหตุผลของเขาเลยก็ได้
หลังจากเรียนเรื่องการสื่อสารอย่างสันติ ผมเริ่มเตือนตัวเองบ่อยขึ้นว่า ตอนนี้สิ่งที่เราคิดอยู่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือเราแค่กำลังตีความอยู่คนเดียว พอคิดแบบนี้แล้วมันทำให้ผมใจเย็นลง เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผมจะไม่รีบสรุปทันที
เรื่องที่สามคือ เรื่องความรู้สึกกับความต้องการของตัวเอง อันนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย ปกติเวลาผมหงุดหงิดหรือไม่พอใจ ผมจะคิดว่าเป็นเพราะคนอื่นทำให้ผมหงุดหงิด แต่ความจริง ความรู้สึกมันเกิดจากความต้องการบางอย่างของเรา เช่น เราอาจจะต้องการความชัดเจน ต้องการความร่วมมือ ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
พอสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราก็เลยหงุดหงิด แต่เราไม่เคยพูดออกไปว่าเราต้องการอะไร แค่แสดงอารมณ์ออกไปเฉยๆ ซึ่งคนอื่นก็ไม่เข้าใจอยู่ดี พอผมเริ่มสังเกตตัวเองมากขึ้น ผมเริ่มรู้ว่าเวลาที่ผมหงุดหงิดเรื่องงานกลุ่ม จริงๆ แล้วผมไม่ได้โกรธคน แต่ผมกำลังกังวลว่างานมันจะออกมาไม่ดี หรือกลัวว่างานจะไม่ทันเวลา ซึ่งมันเป็นความคิดของผมเองส่วนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ความผิดของใครคนหนึ่ง
2. คุณในเวอร์ชันก่อนเรียน และหลังเรียน แตกต่างกันอย่างไร
ถ้าให้ผมอธิบายตัวเองก่อนเรียนวิชานี้ ผมคิดว่าผมเป็นคนที่คิดอะไรอยู่ในหัวค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ค่อยได้พูดออกมา โดยเฉพาะเวลาทำงานกลุ่ม ถ้ามีอะไรที่ผมรู้สึกว่าไม่โอเค ผมมักจะเลือกเงียบ แล้วก็คิดอยู่คนเดียว เช่น คิดว่าเพื่อนน่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ คิดว่าเขาน่าจะไม่รับผิดชอบ คิดว่าเขาน่าจะไม่ตั้งใจ แต่ผมไม่ค่อยได้ถามเขาตรงๆ ว่าจริงๆ แล้วเขาคิดยังไงหรือมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ผมจะเป็นคนที่คิดในหัว แล้วก็พยายามแก้ปัญหาในส่วนของตัวเองไปก่อนมากกว่า
แต่หลังจากเรียนวิชานี้ ผมเริ่มพยายามเปลี่ยนจากการคิดอยู่คนเดียว เป็นการคุยกันให้ชัดมากขึ้น เช่น เวลาทำงานกลุ่ม ผมจะพยายามคุยเรื่องแบ่งงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ว่าใครทำอะไร ส่งวันไหน แล้วถ้ามีใครทำไม่ทัน ผมจะเริ่มถามก่อนว่าเขาติดอะไร ไม่ใช่คิดไปเองว่าเขาไม่ทำ
อีกอย่างคือผมเริ่มพูดความคิดของตัวเองมากขึ้น เช่น ถ้าผมรู้สึกว่างานมันเริ่มช้า ผมจะพูดว่าเรากังวลเรื่องเวลา ไม่ใช่พูดว่าใครทำงานช้า เพราะสองประโยคนี้มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย แค่เปลี่ยนวิธีพูด บรรยากาศในการทำงานมันเปลี่ยนไปในทางบวก แล้วเราก็สามารถทำงานร่วมกันให้ออกมาดีได้ โดยที่ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องคน
อีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปคือ เมื่อก่อนผมชอบมองว่าการคิดเยอะเป็นข้อเสีย เพราะมันทำให้ผมเครียดง่าย แต่พอได้ทำแบบทดสอบจุดแข็งและเรียนนพลักษณ์ มันได้เข้าใจว่า คนที่คิดล่วงหน้าจะเก่งเรื่องการวางแผนและมองปัญหา ผมเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ข้อเสียทั้งหมด มันอยู่ที่ว่าเราใช้มันยังไงมากกว่า
ถ้าเราเอาการคิดล่วงหน้าไปใช้กับการวางแผนงาน มันจะมีประโยชน์มาก แต่ถ้าเราเอาไปคิดเรื่องที่ยังไม่เกิดแล้วก็เครียด อันนั้นมันก็จะกลายเป็นข้อเสีย ผมเลยเริ่มมองตัวเองแบบไม่ตัดสินว่าดีหรือแย่ทันที แต่พยายามดูว่ามันมีด้านไหนที่ใช้ประโยชน์ได้บ้าง ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เหมาะสม ถ้ามากไปมันอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนได้
3. มีด้านใดของคุณที่คุณอยากจะเปลี่ยน แต่ยังไม่เปลี่ยนบ้าง
ถึงแม้ว่าวิชานี้จะทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่ก็มีหลายอย่างที่ผมรู้ตัวว่าอยากปรับ แต่ตอนนี้ก็ยังทำได้ไม่ดี อย่างแรกคือเรื่องการคิดไปล่วงหน้าแล้วทำให้ตัวเองกดดัน เช่น เวลามีงานใหญ่ ผมจะเริ่มคิดแล้วว่างานจะยากไหม อาจารย์จะถามอะไร เพื่อนจะทำงานตรงเวลาหรือเปล่า งานจะออกมาดีไหม
ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้ผมเริ่มเครียดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงานจริงๆ ทั้งที่ความจริงบางครั้งงานมันก็ไม่ได้แย่ขนาดที่เราคิดไว้ ผมรู้ว่านิสัยนี้มันทำให้ผมวางแผนเก่งก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ผมเหนื่อยกับความคิดตัวเองเหมือนกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมยังต้องฝึกว่าจะทำยังไงให้คิดเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้ แล้วปล่อยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้บ้าง ถ้าผมเข้าใจตัวเองดีแล้ว ผมคิดว่าผมสามารถหาวิธีที่จะรับมือกับปัญหา และสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้
อีกเรื่องคือ เวลาที่ผมมีเรื่องคาใจ ผมยังไม่ค่อยกล้าพูดตรงๆ เท่าไหร่ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้สนิทมาก ผมจะกลัวว่าถ้าพูดไปแล้วบรรยากาศมันจะไม่ดี กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกว่าเราจู้จี้หรือเรื่องมาก ผมเลยเลือกที่จะเงียบแล้วก็ไปคิดเอง ซึ่งบางครั้งมันทำให้ผมต้องมานั่งหงุดหงิดทีหลัง เพราะจริงๆ แล้วถ้าพูดกันตั้งแต่แรก ปัญหามันอาจจะไม่บานปลายก็ได้ ผมคิดว่าผมยังต้องฝึกเรื่องการพูดความต้องการของตัวเองให้ชัด แต่พูดในวิธีที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรากำลังไปว่าเขา อันนี้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมพอสมควร
4. สำหรับคนที่ยังไม่เคยเรียนวิชานี้ คุณจะอธิบายวิชานี้ให้ฟังว่าอย่างไร
ถ้ามีคนถามผมว่าวิชานี้เรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วมันต่างจากวิชาอื่นยังไง ผมจะบอกว่าวิชานี้ไม่ใช่วิชาที่เรียนเพื่อเอาไปสอบ แต่มันเป็นวิชาที่ทำให้เราหันกลับมาดูตัวเองค่อนข้างเยอะ ว่าเราเป็นคนแบบไหน เวลามีปัญหาเราจัดการกับมันยังไง เวลาเราทำงานกับคนอื่นเราเป็นคนแบบไหน คนอื่นเป็นแบบไหน และเวลาที่เรามีปัญหากับใคร เรากำลังโกรธเขา หรือจริงๆ แล้วเรากำลังกังวลหรือคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่
ในห้องเรียนจะไม่ได้มีแค่การนั่งฟังอาจารย์พูด แต่จะมีกิจกรรมที่ให้เราลองคิด ลองคุย ลองฟังคนอื่นจริงๆ บางกิจกรรมทำให้เราเห็นเลยว่า คนในห้องที่ดูคล้ายๆ กัน จริงๆ แล้ววิธีคิดไม่เหมือนกันเลย บางคนตัดสินใจเร็ว บางคนต้องคิดก่อน บางคนสนใจความรู้สึกคนอื่นมาก บางคนสนใจความถูกต้องมากกว่า ซึ่งถ้าเราไม่เคยคุยกันลึกๆ เราจะไม่รู้เลย เรื่องนพลักษณ์ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนอื่นได้ดีมาก
ผมคิดว่าวิชานี้มันไม่ได้ให้คำตอบว่าเราควรเป็นคนแบบไหน แต่มันทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละคนมันต่างกัน และถ้าเราต้องทำงานกับคนอื่นไปอีกหลายสิบปี การเข้าใจเรื่องพวกนี้มันสำคัญพอๆ กับความรู้ในห้องเรียน บางทีอาจมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต่อให้เราเก่งแค่ไหน แต่ถ้าทำงานกับคนอื่นไม่ได้ งานมันก็เดินยากอยู่ดี
อย่างน้อยหลังจากเรียนวิชานี้ ผมรู้สึกว่าเวลามีปัญหากับใคร ผมจะไม่รีบมองว่าใครผิดใครถูกก่อน แต่ผมจะเริ่มคิดก่อนว่าเรากำลังไม่เข้าใจกันเรื่องอะไร แล้วควรคุยกันยังไงมากกว่า มันคือการสื่อสารอย่างสันติที่คิดว่าทุกคนควรมี
Comments