สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Communication & Leadership class (3/3)




คาบสุดท้าย
เดาว่าคนนี้ฐานใจ แต่เดาไม่ออกว่าลักษณ์อะไร

สำหรับการเรียนวิชานี้ เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ความรู้ในห้องเรียน แต่เป็นการค่อย ๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านกิจกรรม ผ่านการฟังเพื่อน และผ่านการสังเกตความคิดความรู้สึกของตัวเองในแต่ละสถานการณ์

ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าวิชานี้จะส่งผลกับตัวเองมากขนาดนี้ เพราะก่อนเรียนเรามองว่ามันน่าจะเป็นอีกวิชาหนึ่งที่ให้ทำกิจกรรมแล้วก็สะท้อนตัวเองตามปกติ แต่พอได้เรียนจริง ๆ เรารู้สึกว่าวิชานี้ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้เห็นสิ่งที่ปกติเราอาจมองข้าม ทั้งเรื่องวิธีคิด วิธีฟัง วิธีตอบสนองเวลาอยู่กับคนอื่น และความต้องการลึก ๆ ของตัวเองที่บางทีเราเองก็ไม่ค่อยได้ถามมันจริง ๆ

สิ่งที่เราชอบมากในวิชานี้คือมันไม่ได้ทำให้เรารู้จักตัวเองแบบผิว ๆ แต่ค่อย ๆ พาเราเห็นตัวเองหลายด้านขึ้น บางคาบทำให้เราเห็นจุดแข็ง บางคาบทำให้เราเห็นข้อจำกัด บางคาบทำให้เราเห็นอคติของตัวเอง และบางคาบก็ทำให้เราเห็นว่า จริง ๆ แล้วคนรอบตัวเรามีโลกภายในที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิดมาก วิชานี้เลยไม่ได้เป็นแค่วิชาที่สอนเรื่อง communication หรือ leadership ในความหมายทั่ว ๆ ไป แต่เป็นวิชาที่สอนให้เรารู้จักมนุษย์มากขึ้น เริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่การเข้าใจคนอื่น


1) สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากวิชานี้สำคัญที่สุด 3 อย่าง

  • อย่างแรกที่เราได้เรียนรู้และรู้สึกว่าสำคัญมาก คือการเข้าใจว่าคนแต่ละคนมีพื้นฐานชีวิต ความคิด และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราเห็นจากภายนอกไม่ใช่ทั้งหมดของคนคนนั้น วิชานี้ทำให้เราเห็นเรื่องนี้ชัดมากจากหลายคาบ ทั้งคาบนพลักษณ์ คาบที่ใช้แนวคิดภูเขาน้ำแข็ง หรือแม้แต่คาบ art therapy ที่แต่ละคนวาดเรื่องราวในชีวิตของตัวเองออกมาไม่เหมือนกันเลย แม้จะอยู่ในช่วงวัยใกล้กันหรือเรียนอยู่ห้องเดียวกันก็ตาม

    เราเริ่มเห็นว่าพฤติกรรมหนึ่งอย่างไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มักมีความรู้สึก ความกลัว ความคาดหวัง หรือความต้องการบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้เสมอ บางคนดูนิ่ง ๆ อาจไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึกอะไร บางคนพูดน้อยอาจไม่ได้แปลว่าไม่อยากมีส่วนร่วม บางคนที่ดูแรงอาจกำลังปกป้องบางอย่างอยู่ในใจ เรารู้สึกว่าแค่มุมนี้มุมเดียวก็เปลี่ยนวิธีมองคนของเราไปเยอะมาก เพราะจากเดิมเวลาเราไม่เข้าใจใคร เราอาจเผลอคิดจากมุมของตัวเองก่อน แต่ตอนนี้เราเริ่มถามตัวเองมากขึ้นว่า เขาอาจมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ก็ได้

  • อย่างที่สองคือ เราได้เรียนรู้เรื่อง “ความรู้สึก” กับ “ความต้องการ” ของตัวเองอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้เวลาเราเครียด เหนื่อย หรือคิดมาก เรามักจะจบแค่การรู้ว่าเราไม่โอเค แต่ไม่ได้ถามต่อว่าจริง ๆ แล้วเราไม่โอเคเพราะอะไร และต้องการอะไรอยู่กันแน่ พอเรียนเรื่อง NVC เราเริ่มเห็นว่าเบื้องหลังความคิดมากหรือความเครียดของเรามักมีความต้องการบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น ความมั่นคง ความสบายใจ การได้รับความเข้าใจ หรือการอยากดูแลตัวเองและรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้มากขึ้น

    เรารู้สึกว่าการเรียนรู้เรื่องนี้มีประโยชน์มาก เพราะมันทำให้เราหยุดโทษตัวเองเร็วเกินไป เวลาไม่สบายใจ เราเริ่มไม่มองว่าตัวเองงี่เง่าหรือคิดเยอะอย่างเดียว แต่เริ่มถามต่อว่า ตอนนี้เรากำลังต้องการอะไร เช่น ต้องการพัก ต้องการความชัดเจน ต้องการให้ใครสักคนเข้าใจ หรือแค่ต้องการพื้นที่เงียบ ๆ ให้ตัวเองได้ตั้งหลักก่อน พอเราเข้าใจตรงนี้มากขึ้น เราก็รู้สึกว่าตัวเองอ่อนโยนกับตัวเองได้มากขึ้น และเวลาอยู่กับคนอื่น เราก็พยายามมองให้ลึกกว่าแค่สิ่งที่เขาพูดออกมาด้วย

  • อย่างที่สามคือ เราได้เรียนรู้ว่าการฟังเป็นทักษะที่สำคัญกว่าที่คิดมาก และการฟังที่ดีไม่ใช่แค่การเงียบอยู่ตรงนั้น แต่คือการฟังโดยไม่รีบตัดสิน ไม่รีบแทรก ไม่รีบแก้ปัญหาแทนอีกฝ่าย และไม่เอาเรื่องของตัวเองไปครอบเรื่องของเขา หลายกิจกรรมในวิชานี้ทำให้เราเห็นชัดมากว่าคนที่เล่าเรื่องบางครั้งไม่ได้ต้องการคำแนะนำ แต่อยากได้พื้นที่ปลอดภัยให้ได้พูด ได้รู้สึก และได้จัดการความคิดของตัวเองก่อน

    เราชอบกิจกรรมที่ให้ฟังเพื่อนโดยไม่พูด หรือให้รีแคปสิ่งที่ได้ยินกลับไป เพราะมันทำให้เราเห็นเลยว่า การฟังเฉย ๆ แบบมีคุณภาพมันยาก แต่ก็มีพลังมาก การฟังแบบนี้ไม่ใช่แค่มีประโยชน์ในห้องเรียน แต่เราเชื่อว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย ทั้งกับเพื่อน ครอบครัว และเวลาทำงานกลุ่ม เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทุกคนไม่มีเหตุผล แต่อยู่ที่ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองถูกฟังจริง ๆ มากกว่า

Nature Reconnection ในม.



2) เราในเวอร์ชันก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างไร

  • ก่อนเรียน: เราคิดว่าตัวเองยังเป็นคนเดิมอยู่หลายอย่าง เราไม่ได้กลายเป็นคนละคนแบบชัด ๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเริ่มมองตัวเองแบบละเอียดขึ้นกว่าเดิม ก่อนเรียน เราเป็นคนที่ค่อนข้างสังเกตคนอื่นพอสมควร เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากมีปัญหากับใคร ไม่ชอบความขัดแย้ง และมักเลือกอยู่ในจุดที่ไม่เด่นมาก ถ้าอยู่ในงานกลุ่มเรามักจะพยายามรักษาบรรยากาศ พยายามให้ทุกอย่างผ่านไปได้แบบเรียบ ๆ มากกว่าจะเป็นคนผลักดันหรือเป็นคนออกหน้า เราคิดว่าตัวเองเป็นคนที่พอฟังคนอื่นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มักเก็บความคิดของตัวเองไว้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่ไม่มั่นใจ

  • ระหว่างเรียน (การค้นพบ): พอเรียนไปเรื่อย ๆ เราเริ่มเห็นว่าลักษณะเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ข้อดีคือเราค่อนข้างไวต่อบรรยากาศ เข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้พอสมควร และไม่ค่อยอยากทำให้ใครอึดอัด แต่ข้อจำกัดคือบางทีเราก็เงียบเกินไป ตามน้ำเกินไป หรือเลือกอยู่ในจุดปลอดภัยจนเสียงของตัวเองหายไป เราเห็นชัดจากหลายกิจกรรมว่าเรามีแนวโน้มจะไม่แสดงออกมาก ถ้าไม่แน่ใจในตัวเองหรือถ้ากลัวว่าการพูดของเราจะทำให้บรรยากาศเปลี่ยน เรามักเลือกไม่พูดก่อน พอเห็นจุดนี้จากหลายคาบซ้ำ ๆ เราก็เริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่บุคลิกเฉย ๆ แต่มันเป็นรูปแบบที่เราคุ้นเคยในการปกป้องตัวเองด้วย

  • หลังเรียน: เรารู้สึกว่าเราเริ่มรู้ทันตัวเองมากขึ้น เช่น เวลาเราไม่พูด เราเริ่มถามตัวเองว่าที่ไม่พูดเพราะยังคิดไม่ออกจริง ๆ หรือเพราะกลัวกันแน่ เวลาเราเงียบ เราเริ่มรู้ว่าบางครั้งมันเป็นความสบายใจ แต่บางครั้งมันก็เป็นการถอยหนีเหมือนกัน เราไม่ได้มองตัวเองว่าแย่ที่เป็นแบบนี้ แต่เรามองตัวเองชัดขึ้นและเริ่มอยากปรับให้สมดุลกว่าเดิม เช่น ยังเป็นคนฟังได้เหมือนเดิม แต่ก็อยากกล้าพูดมากขึ้น

    อีกอย่างที่เปลี่ยนคือ ก่อนเรียนเราอาจมีแนวโน้มจะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าเร็วพอสมควร แต่หลังจากได้เรียนเรื่องการสังเกตแบบไม่ตีความ เราเริ่มระวังตัวเองมากขึ้นว่า สิ่งที่เราเห็นอาจยังไม่ใช่ทั้งหมด เราเริ่มตัดสินช้าลง และพยายามถามเพิ่มมากขึ้นก่อนจะสรุปอะไรเกี่ยวกับคนอื่น

    นอกจากนี้ เรารู้สึกว่าหลังเรียนเรามองตัวเองแบบอ่อนโยนขึ้น จากเดิมที่บางทีถ้าตัวเองทำอะไรไม่ได้ดี เราอาจเผลอรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่พอเรียนเรื่องนพลักษณ์ เรื่องจุดแข็ง และเรื่องกลไกปกป้องตัวเอง เราเริ่มเห็นว่าหลายอย่างในตัวเราไม่ได้แปลว่าเราแย่ แต่มันเป็นรูปแบบที่เราคุ้นเคย เป็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดในเวลาเดียวกัน การมองตัวเองแบบนี้ทำให้เราพัฒนาตัวเองแบบไม่ดุหรือกดดันตัวเองมากเกินไป


3) มีด้านใดของเราที่อยากจะเปลี่ยน แต่ยังไม่เปลี่ยนบ้าง

  • ด้านที่อยากเปลี่ยนมากที่สุดคือเรื่องความกล้าแสดงออก: เรารู้ตัวว่าหลายครั้งเรามีสิ่งที่คิดอยู่ในใจ แต่สุดท้ายเลือกไม่พูด เพราะกลัวว่ามันจะไม่ดีพอ กลัวว่าจะทำให้บรรยากาศเปลี่ยน เราอยากเป็นคนที่ยังนุ่มนวลและยังใส่ใจคนรอบตัวเหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็อยากกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองเป็นแค่คนฟังหรือคนตามอยู่ตลอด ตอนนี้เรารู้แล้วว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนา แต่ก็ยังยอมรับตรง ๆ ว่ายังเปลี่ยนไม่ได้ง่าย เพราะนิสัยเดิมของเราคือการถอยไปอยู่ในจุดปลอดภัยก่อนเสมอ

  • การจัดการเวลาและความพร้อมของตัวเอง: เราเห็นจากหลายคาบเลยว่า ถ้าเริ่มต้นไม่ดี เช่น ไปสาย รีบมา หรือเข้าคาบแบบยังไม่พร้อม มันจะกระทบความมั่นใจของเราทันที และพอความมั่นใจลด เราก็จะมีส่วนร่วมน้อยลงไปอีก เหมือนทุกอย่างมันต่อกันเป็นลูกโซ่ เราอยากเปลี่ยนเรื่องนี้มาก เพราะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นแค่เรื่องวินัย แต่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตัวเองด้วย

  • การไม่รีบตัดสิน: ถึงแม้ตอนนี้เราจะระวังตัวเองมากขึ้นแล้ว แต่เราก็ยังมีบางช่วงที่เผลอสรุปจากสิ่งที่เห็นหรือจากประสบการณ์ของตัวเองอยู่ เราเลยคิดว่าสิ่งที่ยังต้องฝึกต่อคือการแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความให้ชัดขึ้น ถามให้มากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้อธิบายตัวเองก่อน

  • การใช้จุดแข็งของตัวเองให้พอดี: จากที่เรียนเรื่อง CliftonStrengths เราเห็นว่าบางอย่างที่เป็นข้อดีของเรา ถ้ามากเกินไปก็อาจกลายเป็นข้อเสียได้ เช่น ความชิล หรือการตามน้ำ ถ้าพอดีก็ดีเพราะทำให้บรรยากาศเบา แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจทำให้เราดูไม่ค่อยกระตือรือร้น เราเลยอยากฝึกให้ตัวเองยังเป็นตัวเองได้ แต่มีแรงขับและความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้


4) สำหรับคนที่ยังไม่เคยเรียนวิชานี้ เราจะอธิบายวิชานี้ให้ฟังว่าอย่างไร

ถ้าจะอธิบายวิชานี้ให้คนที่ไม่เคยเรียนฟัง เราจะบอกว่านี่เป็นวิชาที่ไม่ได้สอนแค่เรื่องการสื่อสารหรือภาวะผู้นำแบบทฤษฎี แต่เป็นวิชาที่พาเรากลับมารู้จักตัวเอง และเข้าใจคนอื่นมากขึ้นผ่านกิจกรรม การฟัง การแชร์ และการสะท้อนตัวเอง มันไม่ใช่วิชาที่มีคำตอบถูกแค่ข้อเดียว และไม่ใช่วิชาที่เรียนไปเพื่อจำเนื้อหาอย่างเดียว แต่เป็นวิชาที่ทำให้เราหยุดและถามตัวเองในเรื่องที่ปกติเราอาจไม่ค่อยได้ถาม เช่น เรากำลังรู้สึกอะไร เราต้องการอะไร

สำหรับเรา วิชานี้เหมือนพื้นที่ที่ทำให้เราช้าลงและมองลึกขึ้น ปกติชีวิตประจำวันมันเร็วมาก ทุกอย่างรีบไปหมด แต่พอมาอยู่ในวิชานี้ เราได้ฝึกหยุด ฟัง หายใจ สำรวจตัวเอง และฟังคนอื่นอย่างจริงจัง มันเลยเป็นวิชาที่ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ให้ประสบการณ์ที่ทำให้เราเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและคนรอบตัวไปด้วย

โดยรวมแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปตลอดทั้งวิชา เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่แบบทันทีทันใด แต่เราเปลี่ยนในแบบที่ลึกและจริงกว่า คือเราเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น เห็นจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเองชัดขึ้น กล้ายอมรับอคติของตัวเองมากขึ้น และเริ่มมีภาษาที่ใช้กับความรู้สึก ความต้องการ และความสัมพันธ์ของตัวเองได้ดีขึ้น เราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะมันไม่ใช่ความรู้ที่ใช้แค่สอบ แต่เป็นความรู้ที่น่าจะติดตัวเราไปอีกนานในการใช้ชีวิตกับทั้งตัวเองและคนอื่น

Comments