หากต้องอธิบายวิชานี้ให้คนที่ยังไม่เคยเรียนฟัง

ฉันเปิดวิชาเลือกสำหรับนิสิตวิศวอุตสาหการ ปี 4 ชื่อการสื่อสารและภาวะผู้นำ ความตั้งใจเดิมคือเพื่อพัฒนา Soft skills มีหัวข้อนพลักษณ์ Clifton strengths, การสื่อสารอย่างสันติ (NVC), Coaching, Art therapy, Nature reconnection, and Design-your-life project แต่ไปๆ มาๆ เป็นกระบวนการที่ให้นิสิตได้รู้จักตัวเอง อาการที่นิสิตรุ่นนี้เป็นคือ คิดว่ารู้จักตัวเองดีอยู่แล้ว ถึงรู้ข้อเสียของตัวเอง ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก ตอนแรกฉันรู้สึกโมโห แต่สักพักก็ช่างมันเหอะ มันก็มีบางคนที่ได้ประโยชน์ 

คนฐานหัว

ผมจะอธิบายว่าเป็นวิชาที่ให้เรากลับมาทําความรู้จักตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง และเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้ดีขึ้น โดยไม่เน้นการท่องจําหรือทําข้อสอบเพียงอย่างเดียว แต่เรียนผ่านกิจกรรมและประสบการณ์จริงที่นําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ เพราะเราต้องพบเจอผู้คนมากมาย ทั้งเพื่อน ครอบครัว อาจารย์ และเพื่อนร่วมงานในอนาคต การจะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุขจึงต้องเข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

รูปแบบการเรียนแตกต่างจากวิชาทั่วไป ไม่ได้นั่งฟังอาจารย์สอนตลอดเวลา แต่มีกิจกรรมให้ลงมือทํา พูดคุย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อน บางกิจกรรมอาจดูแปลกในตอนแรก เช่น หยิบของจากกระเป๋ามาเล่าว่าทําไมถึงพกสิ่งนั้น เขียนบอกเพื่อนว่ามองเขาเป็นคนแบบไหน วาดภาพเล่าเรื่องในชีวิต หรือจับคู่ฝึกฟังโดยไม่พูดแทรก กิจกรรมเหล่านี้ไม่มีคําตอบถูกผิดชัดเจน แต่ช่วยให้เราสังเกตตัวเองและเรียนรู้มุมมองของคนอื่น

ถ้ามีคนถามว่าวิชานี้ยากไหม ผมคิดว่าไม่ได้ยากแบบต้องคํานวณหรือจําสูตรเหมือนในหลายวิชาในภาควิศวกรรม แต่ความยากอยู่ที่การกล้ามองตัวเองตามความเป็นจริง บางครั้งเราไม่เคยสังเกตข้อบกพร่องของตัวเอง หรืออึดอัด เมื่อต้องพูดถึงความรู้สึกต่อหน้าคนอื่น ช่วงแรกบางกิจกรรมอาจทําให้เขินหรือไม่กล้าแสดงออก แต่เมื่อทําร่วมกับเพื่อนไปเรื่อย ๆ ก็จะคุ้นเคยและกล้าเปิดใจมากขึ้น บรรยากาศในห้องที่รับฟังกันโดยไม่ตัดสินเป็นสิ่งสําคัญที่ทําให้ทุกคนกล้าแบ่งปัน

สุดท้าย ถ้าต้องแนะนําให้คนที่กําลังจะลงเรียน ผมจะบอกว่าไม่จําเป็นต้องเป็นคนพูดเก่งหรือกล้าแสดงออกมาก่อน เพราะทุกคนเรียนรู้ได้ในแบบของตัวเอง บางคนชอบพูด บางคนชอบฟัง บางคนต้องใช้เวลาคิดก่อนเล่า สิ่งสําคัญ คือการเปิดใจและลองมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ วิชานี้ไม่ได้ทําให้เราสมบูรณ์แบบทันที แต่ให้เครื่องมือและมุมมองมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาก็หยุดคิดก่อนตอบสนองได้ เมื่อไม่เข้าใจคนอื่นก็เลือกถามและรับฟังแทนการด่วนตัดสิน และเมื่อเห็นข้อบกพร่องของตัวเองก็นํามาปรับปรุงได้

สําหรับผม วิชานี้ให้ประสบการณ์มากกว่าการเรียนจากหนังสือ ทําให้ได้ใช้เวลากับตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ได้รู้จักเพื่อนในมุมที่ไม่เคยเห็น และได้เรียนรู้ว่าการเข้าใจตัวเองกับการเข้าใจผู้อื่นสําคัญไม่แพ้กัน สิ่งที่ได้จากวิชานี้นําไปใช้ได้ทั้งในชีวิตมหาวิทยาลัย การทํางานในอนาคต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพราะไม่ว่าจะเรียนหรือทํางานด้านไหน เราก็ยังต้องสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ


คนฐานใจ

ถ้าต้องอธิบายให้เพื่อนที่ยังไม่เคยเรียนฟัง เราจะบอกว่าวิชานี้คือการเอาวิธีคิดแบบออกแบบสินค้ามาใช้กับชีวิตตัวเอง ในฐานะเด็กวิศวะ เราคุ้นกับการออกแบบ ทํา ต้นแบบ ทดสอบ แล้วปรับปรุง วิชานี้ก็ทํา แบบเดียวกันเลย แต่ของที่เราออกแบบคือชีวิตของเราเอง เริ่มจากเก็บข้อมูลตัวเองผ่านแบบทดสอบจุดแข็งกับการเขียนไดอารี่ แล้วสร้างต้นแบบชีวิตหลายๆ แบบผ่าน Odyssey Plan จากนั้นก็ทดสอบด้วยการไปคุยกับคนที่ใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ

ถ้าเพื่อนถามต่อว่าเรียนแล้วต้องทํา อะไรบ้าง เราจะเล่าว่าในคาบจะมีใบงานกับกิจกรรมให้ทํา นอกคาบจะมี reflection ให้เขียนเรื่อยๆ เทอมนี้เราเขียนไปทั้งทั้หมด 11 ครั้งรั้ มีไดอารี่ที่ต้องเขียนต่อเนื่อง 21 วัน แล้วก็มีงานใหญ่คือ Odyssey Plan ที่ต้องออกไปสัมภาษณ์คนจริงแล้วกลับมานํา เสนอ ฟังดูเหมือนงานเยอะ แต่ทุกงานเชื่อมกันหมดเลย ผลจากงานแรกๆ จะกลายเป็นข้อมูลให้งานหลังๆ เหมือนตอนที่เราเอาผล Strengths มาช่วยดูว่าแผนวิศวกรฝ่ายขายเหมาะกับเราจริงไหม

วิชานี้ไม่มีคํา ตอบถูกหรือผิด และไม่มีใครมาบอกว่าเราควรเป็นอะไร งานส่วนใหญ่คือการเขียนเรื่องของตัวเองแบบซื่อสัตย์ ฟังดูง่ายแต่จริงๆ ยากนะ เพราะบางทีต้องเจอด้านที่ไม่อยากยอมรับ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทํา ให้มันคุ้ม เราคิดว่าวิชานี้เหมาะกับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร คนที่รู้สึกว่าอนาคตมีทางเดียวตามสาขาที่เรียน หรือแม้แต่คนที่คิดว่ารู้แล้วว่าอยากเป็นอะไร เพราะวิชานี้จะช่วยเช็กว่าสิ่งที่เราคิดตรงกับตัวเราจริงไหม

ถ้าจะลงเรียน เราแนะนํา สามข้อค่ะ ข้อแรก ทํา ใบงานกับ reflection ให้จริงใจ ไม่ต้องเขียนให้ดูดี ข้อสอง เขียนไดอารี่ให้ครบ 21 วัน วันไหนขี้เขี้กียจก็เขียนสั้นๆ ไว้ก่อน เพราะของดีจะเห็นตอนกลับมาอ่านทั้งทั้หมด ข้อสาม กล้าเขียนแผนที่ดูเป็นไปไม่ได้ แล้วออกไปคุยกับคนจริงๆ ถ้าให้สรุปเป็นประโยคเดียว เราจะบอกว่า "มาเรียนเถอะ อย่างน้อยเราจะรู้จักตัวเองมากกว่าตอนก่อนเข้ามาแน่นอน"



Comments