Friday, March 9, 2012

Experience comes before explanation

Julie Green, our Lovely Translator and Vijak (left to right)
อยากเขียนมาหลายวัน เพราะคิดถึงการเขียน และก็เพิ่งมีเรื่องน่าสนใจที่จะเขียนด้วย เกี่ยวกับ workshop หัวข้อ ธรรมใจ: Meditation and Psychotherapy ที่นำโดย Julie Green ซึ่ง coordinate โดยวิจักษข์ พานิช ที่จบมาจาก Naropa University (USA) เหมือนกัน

ฉันเป็นพวก Retreat Junkies คือ ชอบไป retreat โดยเฉพาะกับสำนักที่ไม่เคยไป และเราแน่ใจว่าเค้าจะไม่เอาเราไปทรมาน  คือ ไม่ใช่ให้นั่งโดยไม่กระดิกเลย

ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก  ไม่ใช่เพราะ snob แต่เพราะแค่อยากไปพักเฉยๆ  และเราอยากสนับสนุนให้มีทางเลือกหลายๆ ทางในการภาวนา   แต่ก็มีหลายอย่างที่ได้เรียนรู้  เช่น เค้าแปลคำว่า Retreat ว่าการเข้าเงียบ ซึ่งฉันมักแปลว่างานภาวนา  จริงๆ retreat ก็คือการเก็บอารมณ์นั่นแหละ

อีกอย่างที่ชอบคือการทำ Body work เพื่อผ่อนคลาย หรือเพื่อ energize ร่างกายก่อนภาวนา  จริงๆ ท่านอนก็เป็นท่าหนึ่งของการภาวนา เพราะก็มีท่านั่ง ท่ายืน และท่าเดินด้วย  แต่ส่วนมาก ฉันหลับในท่านอนทุกครั้ง (แอร์ก็เย็นสบาย) ฉันก็เลยนับมันเป็นการผ่อนคลาย เตรียมพร้อมร่างกายก่อนภาวนามากกว่า  เค้าใช้เสียงนำเพื่อช่วย visualize เช่น ในการภาวนาแบบพิจารณาถึง ๑๐ จุดที่สัมผัสพื้น (เท้า สะโพก หลัง ข้อศอก ศีรษะ) เค้าให้นึกถึงเท้าที่สัมผัสพื้น หายใจเข้าทางฝ่าเท้า แล้วก็ค่อยๆ ไล่ขึ้นมาตามขา ตามสะโพก... คล้ายๆ ท่าศพของโยคะ แล้วก็มี Breath the earth exercise, Prana exercise. 

ฉันว่าคนเดี๋ยวนี้เครียด ให้แบบฝึกหัดผ่อนคลายก่อนน่ะดี Julie บอกว่า The body holds wisdom, and thinking follows afterwards. 

Julie เป็นผู้หญิงอเมริกัน  จบปริญญาตรีวิศวเคมี และต่อ MBA ด้วย  เนื่องจากเค้าไม่ได้โตมาในเมืองพุทธ สำหรับฉัน เค้าเป็นผ้าขาวที่ไม่ได้ถูก conditioned ด้วยวัฒนธรรม  เวลาฟังคนพุทธฝรั่งบรรยาย มันได้อีก feel หนึ่ง  เค้าพูดว่า เค้าได้คุยกับวิจักษข์เรื่องเป้าหมายของผู้ภาวนาไทยส่วนใหญ่ ที่ภาวนาเพราะไม่อยากเกิดอีก  เค้าบอกว่า...เค้ายินดีที่จะกลับมาเกิดอีก เพื่อเจอสิ่งต่างๆ ที่"สวยงาม"นี้อีก (คำว่าสวยงามนี้ ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะไม่ใช่ในความหมายทั่วไป) เค้าบอกว่า ภาวนาเพื่อจะได้ experience life fully...  ฉันฟังแล้วแทบตกเบาะ  มันท้าทาย Basic assumption ของฉันมาก... เดิมฉันก็คิดว่าผู้ภาวนาทุกคนอยากได้สิ่งนี้...คือการไม่เกิดอีก... เค้ายกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้เราถามตัวเองถึงรากของความต้องการของเรา ว่าอยากไปนิพพานเพราะอะไร

แล้ว Irony มันอยู่ที่ว่า ถ้าแกอยากได้นิพพานมากๆ...แกจะไม่ได้  เราก็ว่า..เออ..มุมมองนี้ดี  ทำให้ใจกล้า ฮีกเหิม ไม่กลัวการเกิด...

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องการไม่ยึดติด (Non-attachment) ที่ฉันเองก็มักตีความไปในแง่การผลักไสคุณลักษณะบางอย่างที่เราคิดว่าไม่ดี (ทั้งในตัวเองและในคนอื่น)  แต่เค้าก็มองว่า Non-attachment เป็นความอ่อนโยนกับตัวเองและการยอมรับตนเอง และคนอื่นๆ ด้วย...

ฉันเพิ่งเห็นประโยชน์ของคำศัพท์และเทคนิคด้านจิตบำบัด ว่าช่วยให้เราภาวนาได้ดีขึ้นได้  ผู้ภาวนาหลายคนมักตีกรอบตัวเองว่าเป็น "คนดี" เช่น ไม่โกรธ  พอเราต้องทำ Exercise ที่เราต้องเผชิญกับประเด็นเหล่านี้ตรงๆ ก็ทำให้มันชัดเจนขึ้น  เค้าให้เราหลับตา นึกถึงคุณลักษณะบางอย่างที่เราชื่นชม และให้นึกถึงคนที่เรารู้จักที่มีคุณลักษณะนั้น (ให้เหมือนมานั่งข้างหน้า) แล้วหายใจเอาเค้าเข้ามา ตอนลมออก ให้ relax ตอนท้าย ก็ให้เค้าคนนั้นหลอมละลายเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับเรา  ส่วนที่สอง ก็ให้นึกถึงคุณลักษณะที่เราไม่ชอบ แล้วให้นึกถึงคนที่เราไม่ชอบ แล้วก็ให้มองหาคุณลักษณะนั้นๆ ที่เราไม่ชอบในตัวเรา...

บางคนในกลุ่มเค้าทนไม่ได้ที่จะเห็นหน้าคนที่ไม่ชอบแม้ในมโนภาพ เราก็ว่าแปลกดี...

 Julie บอกว่าคนทั่วไปจะมีการตอบสนอง ๒ แบบกับอารมณ์ (Emotions) คือ ไม่กดไว้ (Suppress it) ก็แสดงออกไป (Act it out)  อารมณ์หลักที่พูดถึงคือ Sadness, Anger, and Love.  อารมณ์คือพลังงาน ถ้าถูกกดไว้เฉยๆ ก็เป็นปมและเหมือนเราเก็บพลังงานก้อนนี้ไว้  พอเก็บเยอะๆ ก็เป็นเหมือนคนขาดพลัง (ใช้คำไม่ค่อยถูกเท่าไหร่)    แต่ไม่ใช่ว่าปี้ดแล้วไปด่า  เค้าบอกให้เรารู้สึกถึงอารมณ์  แต่ไม่ต้องทำตามมัน เช่น รู้สึกถึงความโกรธ

อื่นๆ ที่ชอบคือ เค้าพูดว่า Samsara and nirvana are one and the same.  Awareness is aware of itself (มันก็เลย open and wide).  Samsara is our projection to the World; it drives our journey. 

คำสอนที่ใน Lineage (สาย) ของเค้าพูดกันคือว่า Experience precedes explanation.



Monday, February 13, 2012

My faith (or a lack thereof)

พระธาตุอินทร์แขวน
ด้วยการศึกษา การเลี้ยงดู และความมั่นใจในตัวเองของฉัน ฉันไม่ค่อยเห็นความสำคัญของศรัทธาต่อการภาวนาเท่าไหร่ คิดว่าเหตุผลและประสบการณ์ตรงสำคัญกว่า บางทีออกจะดูถูก (ในใจ) พวกศรัทธาจริตด้วยซ้ำ ฉันก็คิด...พวกนี้งมงายหรือเปล่าเนี่ย..  และนักบวชที่ฉันได้พบส่วนใหญ่จะเด่นเรื่องศรัทธามาก ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาในครูบาอาจารย์หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ศรัทธาในลักษณะที่ปลี้มมากๆ

แต่การไปฟังเสวนา/แสดงธรรม/ประชุมสัมมนาเรื่อง Journey of Life and Mind ที่เน้นเรื่องการนำเสนอข้อคิดจากการจาริก (Pilgrimage) แบบทิเบตเป็นหลัก ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิด  แต่เดิม แค่คนมาถามฉันว่าไปพม่าเพื่อแสวงบุญเหรอ ฉันก็เริ่มขนลุกแล้ว คือ ฉันถือว่าบุญทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องถ่อไปไกลขนาดพม่าหรือทิเบต ฉันก็ทำบุญได้

จริงๆ แล้วก็เริ่มรู้สึกตั้งแต่เดินธุดงค์ที่อีสานและไปพม่าแล้วว่าในการธุดงค์หรือการจาริกนั้น เราต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อและความเมตตากรุณาของคนรอบข้างมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในกลุ่ม หรือคนในพื้นที่ๆ เราพบ  ความมีน้ำใจของคนที่เพิ่งได้พบช่วยลดความอหังการของฉันลงไปเยอะ (แต่ก็ยังเหลืออยู่เยอะ ^ ^)  และทำให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น (คือ...เราจะไปขอเค้าอ่ะนะ ก็ต้องอ่อนน้อมเป็นธรรมดา)  ประเด็นนี้อ.กฤษดาวรรณก็ได้พูดว่าเป็นประโยชน์หนึ่งของการจาริก ที่ว่าเราจะต้องจากบ้าน เป็นผู้ที่ไม่มีบ้าน (อนาคาริก) อาศัยผู้อื่นในการดำรงชีวิต และเป็นการทดสอบความศรัทธาของเราด้วย นอกเหนือจากเป็นการสั่งสมบุญและขันติบารมี  อาจารย์บอกว่าการจาริกที่เต็มรูปแบบคือการละทึ้งตัวตน...

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีคำสอนของท่าน Rinpoche (พระทิเบตที่เป็นพระอาจารย์ของอ.กฤษดาวรรณและเป็นผู้แต่งหนังสือที่แกเพิ่งแปลเป็นไทย) หลายอย่างที่ resonate ในใจฉัน เช่น ท่านพูดถึงเรื่องอนิจจัง (Impermanence) ว่า คนที่กำลังโชคดีอยู่ ก็อย่าคิดว่าจะโชคดีอย่างนี้ตลอดไป มันอาจจะหายไปก็ได้ในพริบตา แล้วฉันก็สะท้อนมามองตัวเองว่า จริงๆ แล้วฉันนี่คิดว่าชีวิตฉันจะราบรื่นอย่างนี้เสมอไปจริงๆ  ขนาดฉันว่าฉันก็ฟังธรรม อ่านปรัชญามาเยอะแล้วนะ...

ท่าน Rinpoche มีความเด่นเรื่องการใช้ตัวอย่าง (Metaphors) ที่ช่วยทำให้เข้าใจได้ดีมาก ท่านเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยจะ Quote เลย (บางอันที่จดไม่ทัน ก็จะเติมให้อ่านเป็นประโยค) เช่น ท่านว่า When we know the nature of sufferings, we don't suffer because of it, and we see sufferings as sufferings.  This is how the mind needs to be developed.  For example, if we know that Tibet is cold, when we go there and it's cold. we don't suffer because we expect it.

พระพุทธรูปสี่ด้าน ที่พะโค
ท่านพูดถึงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ว่า Now that we become more electronics, when electricity is not available, there's not much we can do (e.g., we can't turn on our computers...); we decrease our abilities...  The balance between spirituality and everyday life is important because only then, life becomes more meaningful and less stressful...  You're happy because your mind says that I'm happy, not because the object you get.

มีคนหนึ่งถามเรื่องกรรม ว่ากรรมทำให้บางคนภาวนาได้ บางคนภาวนายากหรือเปล่า ท่านว่า Karma is the effect of conditions, the flow of nature.  Karma never rules.  Karma is like a cause or a seed.  Freedom is what you develop in response to conditions. 

อีกคำถามหนึ่งคือ การภาวนาแบบนี้จะช่วยให้เกิด Justice (คนถามใช้คำนี้เลย) ขึ้นในสังคมหรือไม่  ถ้าใช่ มีสังคมใดที่เป็นอย่างนั้นบ้าง (เนื่องจากเสวนานี้จัดที่คณะอักษรฯ จุฬาฯ คนที่มาฟังก็ intellectual หน่อย..) ท่านว่า Justice depends on circumstances.  Reality is based on kindness and compassion.  For example, Buddha said that you should never react to violence.  Anger cannot kill anger, only compassion can.  ท่านยกตัวอย่างกรณีซัดดัม ฮุสเซน คนตะวันตกถือว่าการประหารซัดดัมเป็นเรื่องยุติธรรม แต่ผู้ปฎิบัติธรรมจะไม่ทำ ท่านว่าถึงแม้ว่าจะมีคนฆ่าพ่อของท่าน และท่านมีโอกาสจะช่วยชีวิตเค้าหรือฆ่าเค้า ท่านก็เลือกที่จะช่วย

Sunset, Bagan

ท่านบอกว่าที่ท่านเขียนหนังสือเพราะท่านพบว่ามีผู้ภาวนาหลายคนที่ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญๆ เหล่านี้ได้:
  • What is your practice?
  • How do you practice?
  • Why do you practice?
คำถามเหล่านี้ก็กระแทกฉันเหมือนกัน ที่บอกว่าเป็นผู้ปฎิบัติธรรมนั้น รู้หรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปทำไม...

ฉันชอบเวลาไปฟังธรรมจากครูต่างๆ เพราะได้แง่มุมใหม่ๆ  ครูบาอาจารย์เหล่านี้มีพลังงานที่ดี ช่วยทำให้เรามีแรง ทั้งแรงใจและแรงบันดาลใจ  และยิ่งฟัง ยิ่งรู้สึกมั่นใจ เพราะเท่าที่ฟังๆ มา ทุกรูปพูดถึงสิ่งเดียวกัน

พออ่านจบ เพื่อนฉันคนหนึ่งบอกว่า...

ที่จริงแล้ว แต่ละคนจะมีจุดเริ่มต้นหรือมีลักษณะเด่นไปในด้านใดไม่สำคัญเท่าไร ถ้าสิ่งเหล่านั้นเป็นไปในอริยมรรคมีองค์ ๘ ถือว่าใช่้ได้และถูกทาง (เช่น เราจะเดินทางจากกทม.ไปเชียงใหม่ ก็มีทางเลือกหลายอย่าง ความเร็ว/ช้า อาจจะแตกต่างกัน หรือสามารถมีของอย่างอื่นติดตัวไปไปได้มาก/น้อยต่างกัน  แต่ถ้าถูกทิศทาง ถึงเป้าหมายได้ก็ ok. )

ดังนั้นสิ่งทีสำคัญคือการพิจารณาตัวเราเองว่าได้เดินในแนวทางอริยมรรคมากน้อยเพียงใด สิ่งใดขาดตกบกพร่องที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เราก็พัฒนาของเราไปเรื่อยๆ  เคยอ่านตอนนึง ลป. นัท ฮันท์ ท่านกล่าวและยกตัวอย่างไว้ว่า (ภาษาเป็นแบบของเรานะ)...
 
แท้ที่จริงแล้วการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การแสวงหา แต่เป็นการสัมผัสกับธรรมชาติที่แท้จริงที่มีอยู่แล้ว
เหมือนกับชายหนุ่มที่กำลังเดินทางแสวงหาความว่าง แต่แท้ที่จริงแล้วความว่างก็มีอยู่ทุกขณะ เพียงแค่เปิดใจให้ได้ตระหนักก็จะสามารถรับรู้ได้

Friday, February 3, 2012

Land of thousand pagodas

Evening puja at Sule Paya, Yangon
ก่อนอังกฤษรวบรวมพม่าแล้วแปะเข้าไว้กับอินเดีย เพื่อให้ง่ายในการบริหารจัดการ  สิ่งที่เราเรียกว่าสหพันธรัฐพม่า ประกอบด้วยคนหลายชาติเผ่า เช่น พม่า มอญ ไทยใหญ่ (อยู่รัฐฉาน) กะเหรี่ยง ดังนั้น หากเราไปบอกคนพม่าว่าคุณเป็นพม่า เค้าอาจบอกว่าเค้าไม่ใช่ เค้าเป็นไทยใหญ่ก็ได้

ตั้งแต่ฉันไปพม่าเมื่อ ๔-๕ ปีก่อน ฉันก็สังเกตเห็นแล้วว่าคนพม่าเค้าใช้พื้นที่วัดต่างจากเรา คือ เค้าก็ยังคงไปทำบุญที่วัดเหมือนเรา แต่เค้าใช้มันมากกว่านั้น คือ เพื่อการสวดมนต์และการภาวนาในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว บางที ก็เห็นถือปิ่นโตมานั่งล้อมวงกินข้าว  มานอนพักตอนบ่าย  มานั่งคุยกันฉันเพื่อน ฉันแฟน  ด้านหน้าพระพุทธรูป มีลูกประคำสาธารณะและหนังสือสวดมนต์ให้คนทั่วไปใช้  บางทีก็มีแผ่นไม้ (คล้ายๆ pallet ที่เอาไว้วางของตามโกดัง) เพื่อเอาไว้นั่งภาวนา จะได้ไม่เย็นก้น และไม่สกปรก   วัดส่วนใหญ่ปิดค่ำ เช่น ชเวดากองปิดสี่ทุ่ม นอกจากนักท่องเที่ยว ก็มีคนมาภาวนากันมาก  และอีกที่หนึ่ง Botataung Paya ("Paya" แปลว่า Buddha) ที่เราไปตอนค่ำ มีการสอนธรรมะด้วย  ที่ย่างกุ้งและมันฑะเลย์ดูมีบรรยากาศการภาวนาหนาแน่นกว่าเมืองอื่นๆ ที่เราไป

Fragrant mala
วัดที่เราได้ไปพักส่วนใหญ่มีเณรอยู่ด้วย  ที่พม่ายังคล้ายๆ เมืองไทยสมัยก่อน ที่ลูกชาวบ้านที่ขัดสน จะมาอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือ และมีกิน มีที่พัก มีเสื้อผ้าไปด้วยในตัว  ท่านณรงค์ พระไทยในพม่าที่เราเจอ บอกว่า จากเณร เหลืออยู่ในเพศบรรพชิตประมาณ 5-10%  เณรที่ฉันพบดูเรียบร้อยเป็นระเบียบดี  ท่านอยู่ด้วยกันเป็นโรงนอน แต่ละคนจะมีหีบใส่ของ แล้วก็เครื่องนอนของตัวเอง  บางวัดก็จะเข้มงวดกับเณรมาก เช่น ที่วัดจากาไวย (Kha Khat Wain) เณรใหญ่บอกว่าไม่ให้อ่านหนังสืออ่านเล่น, ถ้าทะเลาะกัน จะถูกไล่ออกทั้งคู่, มีเช็คชื่อตอนไปบิณฑบาต, หากฝนตกตอนบิณฑบาต ก็ไม่ให้กางร่ม, ถ้าขาดบิณฑฯ จะต้องมาทำงานใช้แรงแทน  เจ้าอาวาสรูปก่อนเอาเณรและพระไปทำงานบูรณะเจดีย์โบราณด้วย โดยท่านบอกว่า...กินข้าวก็กินเหมือนกัน ก็จะต้องใช้แรงเช่นกัน... 

Evening chant at Sule Paya, Yangon


ใจฉันๆ ชอบให้เด็กมีวินัย  การมีอิสระเสรีมันก็ดี  แต่คนเราจะอิสระได้จริง ต้องเข้มแข็งพอ ไม่งั้นจะเป็นลูกแหง่ตลอดไป  ฉันว่าเด็กสมัยนี้โดนตามใจ เลยทำให้ใจเสาะ อ่อนแอ ท้อแท้...

ที่พม่า พระและเณรจะทำวัตรเช้าตอนตีสี่ถึงสี่ครี่ง แล้วฉันเช้าประมาณตีห้าหรือหกโมง อาหารเช้าก็จะเป็นข้าว กับเล็กน้อย (ที่ย่างกุ้งดูมีอาหารมากกว่าที่อื่นๆ) แล้วจะออกบิณฑบาต บางวัดก็จะออกพร้อมกันเป็นแถวยาว บางวัดก็จะทยอยกันออกไป  อาหารที่ได้จากการบิณฑบาตสำหรับเพล (อาหารเที่ยง)  พระพม่าบางรูปถือพัดไว้กันแดดด้วย

พระบางรูปจะมีบ้านประจำที่ท่านจะไปรับอาหาร โดยชาวบ้านจะนิมนต์ให้ท่านเข้าบ้าน ไปนั่งรับอาหาร (รับมาฉันที่วัด)  พระใหม่ๆ จะยังไม่มีบ้านประจำ ต้องมาบิณฑบาตประจำจนชาวบ้านคุ้นเคยและนับถือ จึงจะได้รับนิมนต์เป็นพระขาประจำ  

พระท่องหนังสือ ที่วัด Kha Khat Wain
สำหรับที่ Kha Khat Wain ที่หงสาวดี ที่พระและเณรบิณฑบาตกันสายละร้อยกว่ารูป  ญาติโยมก็ใส่กันเป็นหลักร้อยเช่นกัน  ถ้าใส่ทัน ก็จะใส่พระรูปแรกของแถว บางที ก็แค่เอาจานข้าวจรดกับบาตรของพระว่าได้ถวายแล้ว แล้วก็เทลงใส่ภาชนะของเด็กวัด  ส่วนกับข้าว เด็กวัดก็จะมีปิ่นโตมาใส่ (ไม่เห็นกับข้าวถุงเลย) โยมก็เทจากจานใส่ปิ่นโตวัด  โยมบางคนก็ใส่ข้าวในบาตรพระทีละรูปจนกว่าจะหมดที่เตรียมมา  เท่าที่จะใส่ได้   ดังนั้น พระที่รับงานหนัก คือ พระรูปแรกๆ  พระรูปท้ายๆ แถวก็ไม่ค่อยได้รับ  บางรูปก็เลยท่องหนังสือไป เดินบิณฑบาตไป  อาหารที่ได้จะถูกนำไปแบ่งอีกที

วัดที่ Inle Lake ที่อยู่บนน้ำ พระไม่ต้องไปบิณฑฯ โยมเอามาถวายเอง

เท่าที่เราถาม พระและแม่ชีที่พม่าจะแยกกันอยู่คนละวัด (ของแม่ชีเรียก Nunnery) บางทีก็รั้วชนกันกับวัด  ที่อินเล เราได้พักกับแม่ชี  แม่ชีที่นี่บิณฑบาตด้วย แต่ใช้หม้อมีหูแทนบาตร แม่ชีที่นี่ไม่นุ่งขาว แต่จะมีหลายเฉดสี เช่น ชมพู น้ำตาล แกมเหลืองก็มี  โดยเค้าให้เหตุผลว่าต้องการแยกแยะจากพวกฤาษี (Hermits) บางพวกที่นุ่งขาว และพวกเตรียมบวชพระที่เรียกว่า อนาคาริก (Anakariga) ด้วย

แม่ชี, Sirium

ความสัมพันธ์ระหว่างโยมและพระในพม่าคล้ายๆ ในไทย เพราะเราเป็นเถรวาทเหมือนกัน เช่น โยมยังให้ความนับถือพระอยู่มาก เวลาคุยกับพระก็พนมมือ เวลาเดินผ่าน ก็ยอบตัวลง พระและโยมกินข้าวกันคนละโต๊ะ  แต่ก็มีข้อแตกต่าง เช่น โยมผู้หญิงสามารถยื่นและรับของจากมือพระได้เลย สามารถนั่งติดกับพระได้

ที่พม่านี้ มีพระสงฆ์ที่ทรงพระไตรปิฎกได้อยู่ ๑๒ รูป (ตอนนี้เหลือ ๖) "ทรง" คือ ทรงจำได้ทั้งหมด  ฉันเพิ่งรู้ว่าภาษาบาลี (ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฏก) มีแต่ภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน  ดังนั้นการสืบทอดจึงต้องใช้การท่องจำ ส่วนการบันทึกเป็นตัวเขียนจึงใช้ภาษาท้องถิ่น เช่น ไทย พม่า 

ที่ห้องพักของเณรใหญ่
ตามท้องถนน ฉันเห็นป้ายที่มีรูปพระ เหมือนประกาศอะไรสักอย่าง มารู้ทีหลังว่าเป็นการประชาสัมพันธ์การแสดงธรรมของพระรูปที่อยู่ในป้าย  ก็ดีนะ...  น่าจะได้ผลกว่าอินเตอร์เน็ต....

Tuesday, January 31, 2012

Burmese days

ยืมชื่อโพสต์มาจากนิยายของ George Orwell ที่เห็นวางขายในพม่า

Sunset at U-Bein Bridge, Mandalay
เราใช้เส้นทางตามที่ Lonely Planet แนะนำ (ประมาณ ๑๑ วัน) แต่เราเพิ่มส่วนหงสาวดีและพระธาตุอินทร์แขวน  ปกติถ้าไปกับทัวร์ เค้าจะให้บินระหว่างเมือง เพราะถนนในพม่าบางช่วงเป็นถนนสองเลน สวนกัน และถนนไม่ดี แต่เราต้องการประหยัด จึงบินในประเทศแค่ครั้งเดียว ดังนี้
  • ๑๖ มค. ๒๕๕๕  ถึงย่างกุ้งเช้า โดย Air Asia ค่าตั๋วประมาณ 4200 บาท
  • ๑๘ มค. ออกจากย่างกุ้งไป Mandalay โดยรถไฟแบบนอน ออก 17 น. ถึง 9.30 น. $33 (คนต่างชาติเสียค่าโดยสารต่างๆ: เครื่องบิน รถไฟและรถบัสมากกว่าคนพม่า)  กระแทก กระโดกกระเดกมาก จริงๆ Lonely Planet แนะนำให้นั่งรถบัสข้ามคืน ซึ่งถูกกว่าและเร็วกว่า แต่เราอยากลองรถไฟ และนั่งรถไฟเมื่อยน้อยกว่า
Bird feeding at Inle Lake
  • ๑๙-๒๐ มค. นอนที่ Mandalay ต่างชาติเสียค่าเข้าชมวัด US$10 ต่อคน เหมาจ่าย
  • ๒๑ มค.  ออกจาก Mandalay ไป Bagan (พุกาม) ด้วยรถบัส ประมาณ ๖-๗ ชม. ค่ารถ 8000 kyat/คน
  • ๒๑-๒๒ มค. นอนที่ Bagan ต่างชาติเสียค่าเข้าชมวัด US$10
  • ๒๓ มค. เหมารถตู้จาก Bagan ไป Inle US$250 เวลา ๖-๗ ชม. เพราะเครื่องบินและรถบัสเต็ม
  • ๒๓-๒๔ มค. พักที่ Inle จริงๆ นอนที่ Nuaung Shwe ซึ่งเป็นพื้นราบ ไม่ใช่ทะเลสาบ
Inscribed teaching at Bagan






  • ๒๕ มค. บินจาก Inle (เมือง Heho) ไปย่างกุ้ง  $95/คน  ถ้านั่งรถบัส ก็ออก 14.30 น. ไปถึง 9.30 น. วันถัดไป 15 ชม. บนทางเขา เราคงเน่าซะก่อน โชคดีมีตั๋วและพระอนุมัติ เราก็ได้บิน จากสนามบินย่างกุ้ง เราเหมารถไปพะโค (Bago หรือ หงสาวดี) ค่ารถ 45000 kyat
  • ๒๕-๒๖ มค. พักที่หงสาวดี
  • ๒๗ มค. นั่งรถบัสจากหงสาวดีไป Kinpun เพื่อจะขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน (ไจท์ทิโย Kyaiktiyo) ประมาณ ๔-๕ ชม. ค่ารถ 4000 kyat/คน จาก Kinpun นั่งท้ายรถหกล้อเพื่อขึ้นไปต่อ ออกรถเมื่อคนเต็ม ค่ารถ 1500 kyat ต่อคน จากท่ารถ เดินต่ออีก 30-45 นาที หรือจะขึ้นเสลี่ยงไปก็ได้ มีลูกหาบช่วยแบกของถ้าไม่อยากแบกเอง ต่างชาติเสียค่าเข้าชม US$6
  • ๒๘ มค. นั่งรถบัสออกจาก Kyaiktiyo ไปย่างกุ้ง คนละ 7000 kyat ประมาณ ๕-๖ ชม.
  • ๒๙ มค. ขึ้นเครื่องบินออกจากย่างกุ้ง มากรุงเทพ
At Mingun Pagoda
 อื่นๆ:
  • เศรษฐกิจพม่ากำลังจะดีขึ้นเพราะประเทศกำลังจะเปิด อัตราแลกเปลี่ยน 810-820 kyat per US$ แลกกับธนาคารได้อัตราดีกว่าแลกข้างนอก แลกที่สนามบินก็ได้เท่ากัน
  • คนพม่าชอบแบ๊งค์ US$ ใหม่ๆ เก่าไม่รับ  ค่าเข้าบางอย่างจ่ายเป็น US$ เวลาไปแลกเงิน เช่น ที่ Super Rich บอกเค้าขอแบ็งค์ใหม่ เพราะจะไปพม่า
  • ทำวีซ่าใช้รูป ๑ นิ้ว พื้นขาว ค่าธรรมเนียม 810 บาท อยู่ได้ 28 วัน
  • ชอบที่ทุกที่ในพม่า เช่น วัด หรือ ร้านอาหาร มีคูลเลอร์น้ำเปล่าให้กด ประหยัดเงินไปได้แยะ
  • ฉันพกเสื้อผ้าไปน้อยมาก ซักเอา  มีคนบอกให้เอาผ้าเช็ดตัวประกบกับผ้าเปียก แล้วม้วนเพื่อรีดน้ำ จะช่วยให้แห้งเร็ว และก็เร็วจริง เอาเชือกไปทำราวตากผ้าด้วย
  • นอนแต่ละเมืองสองคืน ดีตรงไม่เหนื่อยมาก และมีเวลาทำความคุ้นเคยกับสถานที่ และซักผ้า
  • คนพม่าถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่หน้าประตูวัด เท้าฉันแตกกระจุยจนเจ็บ เหมาะที่จะเอาแปรงขัดเท้าและครีมทาส้นเท้าไปด้วยอย่างยิ่ง
  • ควรเอาไฟฉาย ผ้าปิดจมูก (ถนนบางที่ฝุ่นเยอะมาก) ยาธาตุน้ำขาว (เผื่ออาหารเป็นพิษ ไม่ย่อย อาหารพม่าบางอย่างมันมาก และมีของทอดเยอะ ฉันอาหารไม่ย่อยหลายที) ขมิ้นชัน (ช่วยเรื่องกระเพาะ ลำไส้) ไปด้วย
  • ถ้าพูดกับแท็กซี่ไม่รู้เรื่องว่าเราจะไปไหน ให้ที่โรงแรมเค้าเขียนภาษาพม่าให้ หรือแสดงตัวหนังสือพม่าจากหนังสือ (Lonely Planet มีชื่อสถานที่เป็นภาษาพม่า)

Sunday, January 29, 2012

Kindness makes the world go around

พระนอนที่พุกาม
จริงๆ แล้วฉันมีความอยากเล่ามากกว่าที่จะอยากเขียน...

ฉันไปพม่ามาเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกไปกับทัวร์ ก็เลยเฉยๆ และจำอะไรไม่ได้ ครั้งนี้พิเศษมาก เพราะฉันไปกับพระและแม่ชี และเราไปกันเอง โดยไม่มีไกด์ มีแต่หนังสือ Lonely Planet หนังสือพม่าตราตรีง และ Trips Magazine และแผนที่ประเทศพม่า

ด่านแรกที่เราไปถึงคือย่างกุ้ง ซึ่งฉันจองโรงแรมได้ และเป็นที่ๆ Lonely Planet แนะนำ ส่วนเมืองอื่นๆ ที่เราจะไป (มัณฑะเลย์ พุกาม อินเล หงสาวดี ไจท์ทิโย) ฉันจองไม่ได้ทางอินเตอร์เน็ต ก็เลยไม่จองและคิดว่าเราน่าจะขอพักที่วัดได้ เพราะไปกับพระ ๔ รูป แม่ชี ๑ พักที่โรงแรมไม่สะดวกเพราะทำวัตรเช้าไม่ได้ และไม่เหมาะกับนักบวชเท่าใดนัก คนก็มองแปลกๆ ด้วย  เราก็พักโรงแรมแค่ที่เดียวคือ ย่างกุ้งและไจท์ทิโย (พระธาตุอินทร์แขวน) ที่เหลือนั้น เราก็ได้พักที่วัดทั้งหมด ซึ่งทำให้เราได้คุยกับคนในท้องถิ่น ได้ไกด์ Local ได้เห็นวิถีชีวิตพระและเณรพม่า ได้ที่พักที่ดีมากๆ ได้รับการต้อนรับอย่างดี นอกจากประหยัดเงินแล้ว

พระไกด์ของเรา
ที่วังเก่าที่วัด Shwenandaw มัณฑะเลย์
ประเด็นคือว่า..แล้วจะพักที่วัดไหนล่ะ (Monastery คือ ที่ๆ อาศัยของพระ แต่ Temple เป็นที่ๆ บูชา) สำหรับมัณฑะเลย์ หนังสือ Lonely Planet ไฮไลท์ Shwe In Bin Monastery (ไกด์บุ้คไทยไม่พูดถึงสักเล่ม) ว่าเป็นเรือนไม้สักทอง สวยมาก น่าไป และอยู่ใน Monk district (อีกแหล่งข้อมูลทางเน็ตบอกว่าที่ Mandalay มีจำนวนพระอยู่ครึ่งหนึ่งของพระทั้งหมดในพม่า เราถามคนที่นี่ เค้าบอกสามแสนที่เมืองนี้ เกือบเท่าพระทั้งประเทศไทย) เราก็เลยคิดว่ามีความน่าจะเป็นสูงที่จะได้ที่พักแถวๆ นั้น

พอไปถึง Shwe In Bin เราไม่ได้รับอนุญาติให้พัก (คงเป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวมานี่เยอะ) ฉันก็ใจฝ่อนิดหน่อย แต่ Lonely Planet ก็บอกว่าใกล้ๆ กันมี Ma Soe Yien Monastery ที่ใหญ่และยัง active มาก (กิจกรรมและจำนวนพระลดลงไปมากหลังจากที่รัฐบาลทหารจัดการกับพระที่ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่มัณฑะเลย์ในปี 2007 โดยบังคับให้กลับบ้านบ้าง ขังคุกบ้าง) เราก็ถามทางชาวบ้าน เค้าก็ชี้เข้ามา เราอ่านป้ายวัดภาษาพม่าไม่ออก เราก็เดินเข้าไป ปรากฎว่า เข้าวัดผิด! (จะขุดชื่อวัดมาเติมทีหลัง) แต่โชคดีที่วัดนี้มีพระไทยอยู่ด้วย ชื่อ ท่านณรงค์ ที่นี่เรียกว่า อูวิสารทะ ("อู" แปลว่า พระ)  ตอนแรกเค้านึกว่าเราเป็นแขกของท่าน ท่านไม่อยู่ พระก็ต่อโทรศัพท์ให้เราคุยกับท่าน  ค่ำวันนั้น ท่านณรงค์ก็ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทาง โดยกลับมาที่วัด และพาเราไปเที่ยวในวันรุ่งขึ้น เราโชคดีมากๆ เพราะมีพระไทยในพม่าแค่ ๒-๓ รูป ท่านณรงค์พูดพม่าได้ (ท่านบวชที่วัดพม่าที่ลำปาง) และเรารู้ทีหลังว่าท่านเป็น expert ด้านบาลี สันสกฤต ท่านอยู่ที่นี่เพื่อสอนและเรียนไปด้วย ท่านว่าการเรียนบาลีที่พม่าเข้มมาก

ส่วนบ่ายวันนั้น ก็ได้พระพม่าที่พูดอังกฤษที่วัดนี้นำเที่ยวไปก่อน ท่านหน้าใสกิ๊กมาก พระพม่าไม่โกนคิ้ว และคิ้วก็เข้มมากๆ ด้วย ก็เลยดูเข้มไปอีก ท่านก็จัดการหารถเช่าให้  พระที่เราเจอที่พูดอังกฤษได้ส่วนใหญ่บวชตั้งแต่เป็นเณร คือ เค้าให้เรียนบาลีก่อน พอผ่านระดับ ๕ (เทียบเท่าเปรียญ ๙) ถึงอนุญาติให้เรียนภาษาอังกฤษ และต้องขวนขวายหาเอง  พระที่เราเจอหน้าเด็ก แต่บวชเกิน ๑๐ พรรษาแทบทั้งนั้น

กับท่าน Thadhina ที่พุกาม

ชอบบรรยากาศที่วัดที่มัณฑะเลย์มาก มีการสวดมนต์กันทั้งคืน เพราะเป็นดงวัดจริงๆ วัดรั้วติดๆ กัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่พระ เห็นมากกว่าฆราวาสอีก ไม่เคยเจอที่ไหนพระหนาแน่นเท่าที่นี่เลย เสียงสวดมนต์ออกทางไมค์บ้าง และเป็นเสียงลอยลมมาบ้าง  ฉันหลับไปท่ามกลางเสียงสวดมนต์...

จากที่มัณฑะเลย์ ท่านณรงค์แนะนำชื่อวัดที่พุกามให้ พอเราเดินไปใกล้ๆ วัด Alo Daw Pyi ก็เห็นพระรูปหนึ่งยืนอยู่ ปรากฎว่า ท่าน Thadhina เดินไปเดินมาอยู่ตรงนั้นพอดี  ท่านก็ช่วยเหลือหารถพาเราเที่ยว และท่านก็ไปเป็นไกด์ให้เรา ถึงฉันเคยไปพุกามมาแล้วรอบหนึ่ง แต่มีหลายวัดที่ท่านพาไปที่ไกด์บุ้คไม่ได้พูดถึง  วัดนี้ให้ที่พักสำหรับคนพม่าที่มาจาริกที่พุกามด้วย ก็เลยพร้อมรับคน เค้าจัดให้เราพักอย่างดี ให้พระฉันเช้าที่วัดด้วย  และเป็นธุระจัดการเรื่องรถเช่าจากพุกามไปอินเล ซึ่งได้ราคาดีแบบพระท้องถิ่นติดต่อให้เท่านั้น  ตอนแรกเราจะไปรถบัสหรือเครื่องบิน แต่เต็มหมด สุดท้ายก็เหมารถกันไป

แล้วเราก็ใช้วิธีนี้ไปตลอด ขอ Contact วัดในที่ๆ เรากำลังจะไป   ที่อินเล เราได้พักที่ Kan Gyi Monastery ที่ Nuaung Shwe จาก Contact ที่พุกาม  แต่ที่หงสาวดี (พะโค หรือ Bago) เราไม่มีวัดเป้าหมาย ก็ได้ Lonely Planet อีกเช่นกัน เค้าก็แนะวัด Kha Khat Wain ที่เป็นวัดใหญ่มาก มีพระและเณร ๔๐๐ กว่ารูป เค้าแนะในแง่ว่าพระวัดนี้เดินบิณฑบาตเป็นแถวยาว น่าชมมาก (ทัวร์ไทยนิยมไปใส่บาตรตอนสายๆ) เราก็ดุ่ยๆ ไปเลย  เจ้าอาวาสก็อนุญาติ จัดให้เราพักในอาคารใหม่ หาเณรไทยใหญ่ที่พูดไทยได้มานำเราเที่ยว แถมยังให้สามล้อวัดมาใช้อีก พอเราไปกราบท่านทีไร ก็ให้ขนมมาด้วยทุกที

ที่ Kha Khat Wain นี้ พระไทยของเราก็ได้บิณฑบาตเป็นครั้งแรกในพม่า (ท่านเอาบาตรและถุงนอนมาด้วย) เค้าแบ่งเป็น ๔ สายๆ ละร้อยกว่ารูป  ฉันก็เดินตามพระไป ถ่ายรูปด้วย  Observe ด้วย  เค้าก็เรียงตามลำดับความสูงของตัวและพรรษาด้วย เณรน้อยๆ ก็อยู่ข้างหลัง  ไว้จะเล่าเรื่องการบิณฑบาตของพระพม่าทีหลัง แต่อยู่แถวนี้ อยากจะใส่บาตรพระ ๙๙ รูปทุกวันก็ได้

พระไทยเด่นในพม่าเพราะสีจีวรไม่เหมือนกัน
Alms round at Bago
ส่วนจุดสุดท้ายที่เรากลับมาคือที่ย่างกุ้ง เพื่อพักหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ เราได้ Contact จากท่าน Thadhina ที่พุกาม เป็น Meditation center ใหญ่ พอไปถึง หน้าตาสถานที่ไม่ใช่วัด แต่ดูเป็นโรงแรมหรือ Convention center พบคนที่หน้าประตู เค้าบอกพักไม่ได้ เราก็เข้าใจว่าวัดข้างๆ นี้เป็นวัดที่ดูแลตึกนี้อยู่ พูดกับพระน่าจะรู้เรื่องมากกว่า ปรากฎว่าผิดอีกเช่นเคย  เป็นวัดเล็กๆ ที่มีพระและเณรอยู่ ๘๐ รูป  เจ้าอาวาสทักเราก่อนเป็นภาษาไทย  ท่านมีหลานเป็นกะเหรี่ยงที่เคยทำงานที่กรุงเทพ และพูดไทยได้ "ดา" เป็นล่ามให้เราอย่างดี  ท่านจัดให้พระพักที่ห้องรับรอง ส่วนฉันและแม่ชีไปพักที่ Study Hall (มีฉากกั้น) ซึงปรากฎว่าเณรและพระใช้ท่องพระสูตรกัน ที่นี่ฉันอยู่ท่ามกลางเสียงสวดมนต์เลย ดังแบบสนั่น ไม่ใช่แว่วมาไกลๆ อย่างเคย  พอสามทุ่มครึ่ง มีเสียงระฆังให้ไปนอน เสียงก็หยุด ไฟดับ ปรากฎว่ามีเณรกางมุ้งนอนอยู่อีกมุม อีก ๕ รูป

สิ่งที่ประทับใจมากๆ คราวนี้คือความช่วยเหลือและการดูแลที่เราได้รับอย่างดี  ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวัสดิภาพของเรา ไม่ได้บอกเล่าก่อนว่าจะมา  การจาริกคราวนี้เป็น one of the best trips in my life so far, and I've been to many places!  I feel really grateful for all the hospitality that we received, and I'm no longer worried about not knowing EXACTLY what to do or where to go, like I have greater trust in people.  Not that I become naive but just that I have a firmer belief in inherent good hearts in people.

Friday, January 6, 2012

ชีวิตทีละก้าว

เพิ่งกลับจากไปธุดงค์ที่เลยและหนองคาย มีอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นที่อยากจะบรรยายแต่ยังเรียงลำดับไม่ถูก ก็ค่อยๆ ไล่ไปทีละเรื่องแล้วกัน At the beginning, I was debating whether I should write in Thai or in English. I find I can communicate something really well in Thai while some thoughts arise in English. So I decided to take the first cut in Thai and make the revision in English.

อย่างแรกเลยคงเป็นความแปลกใจในตัวเองที่สลัดความเป็นคุณนาย (Snobbishness) ความเรื่องมาก เอาแต่ใจตัวเอง (Control freak) ออกไปได้อย่างไม่ยาก ก่อนไปร่วม ฉันก็เริ่มสติแตกว่าฉันนี้จะต้องไปพึ่งคนอื่น (namely, my own Phra Ajahn) มากขนาดนั้นเชียวหรือ ทั้งเรื่องที่พัก เรื่องอาหาร และไม่สามารถใช้เงินเนรมิตสิ่งใดๆ ได้ ได้รับการเอื้อเฟื้อมาแค่ไหนก็แค่นั้น (เพิ่งชัดเจนว่าฉันยึดเงินเป็นสรณะด้วย) คือ ด้วยความที่เราเรียนหนังสือที่อเมริกามานาน I equated my self respect with the ability to buy my way out of things and do what I want. จะให้ไปขอแบ่งปันจากคนอื่น ทำให้เค้าได้กินน้อยลง มันก็ยังไงอยู่ ถึงแม้ว่าจะไปกับพระอาจารย์ที่เราไว้ใจและเคารพมากก็ตาม (ลึกๆ คงเป็นเพราะกลัวอดมากกว่า ไม่ใช่ทิฎฐิมานะซะทีเดียว)

ก็คุยกับท่านแล้วก็ได้ความว่า ฉันควรจะใช้โอกาสนี้ลองลดมานะลงไปซะบ้าง ถ้ายังเริ่ดเชิดหยิ่งอยู่อย่างนี้ ภาวนายังไงก็ไม่ขึ้นหรอก ใจฉันก็บอกว่า เอาวะ ไม่ลองก็ไม่รู้ อย่างมากก็กลับบ้าน...

วัดบรรพตคีรี ที่บ้านเกิดหลวงพ่อเทียน
(บ้านบุฮม เชียงคาน เลย)
อีกเรื่องคือเรื่องความหลงตัวเองว่าเป็นคนมีบุญ มาธุดงค์คราวนี้ ก็ได้รับความช่วยเหลือด้วยดีในหลายๆ อย่าง เช่น ที่พัก อาหาร การเดินทาง เราก็ปลื้มไปอีกว่าฉันนี้มีบุญจริงๆ มีคนช่วยเหลือพาฉันไปส่งถึงที่ พระอาจารย์ก็เทศน์เตือนพวกเราว่า เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการสร้างบุญกุศลของคนที่ให้เรามา ซึ่งก็เป็นมุมมองที่ดี เพราะบางที นอกจากหลงตัวว่าเป็นคนมีบุญแล้ว ฉันยังไม่ค่อยอยากรับความช่วยเหลือหรือสิ่งของจากใคร เพราะเราไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเค้า (And if I accepted their helps or their stuff, I felt obligated to do them favors in return.) และเราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าหวังอะไรจากเราหรือไม่ แต่พอมองว่า การรับของเราทำให้คนอื่นได้สร้างกุศล เราก็รู้สึกยินดี และอนุโมทนาไปด้วย

การไปร่วมเดินช่วงแรก จบลงด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ที่ไม่สวยงามซักเท่าไหร่ (Like I was waken up from a really good dream. Before then, I was really pious to the point of fancying the idea of becoming a monastic myself.) แต่เรื่องดีก็ยังมีมากกว่าเรื่องไม่ดี พอเราเคลียร์งานออกไปได้ ก็จะไปเดินอีก ส่วนหนึ่งก็ได้ข้อคิดจากหนังสือ The Rude Awakening ที่พระอังกฤษสายหลวงพ่อชาและฆราวาสฝรั่งไปเดินธุดงค์ที่อินเดีย และเค้ามีปณิธานว่า จะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น (To embrace life) ฉันก็เลยเอามั่ง My goal was not to make this trip just a hike but I wanted it to be spiritual. I know that to really get a fundamental change in myself, I must take a risk to get out of my comfort zone; for example, to resist the urge to manipulate things or people, no matter how seemingly insensible they are to me.  I did have to force myself into it, but I found that at least I learn to be patient.


ฉันพบว่าความลำบากทางกายเป็นเรื่องง่าย ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนแข็งแรง (ที่อุตส่าห์ถนอมรักษาสังขารนี้ก็ pay off เป็นอย่างดี) และอีกส่วนหนึ่ง ฉันชอบคนอึดๆ ก็เลยอยากเป็นแบบที่ตัวเองชอบ ฉันเชื่อว่าคนอื่นทำได้ ฉันก็ต้องทำได้ ถ้าเค้ากินได้ ฉันก็จะต้องกินได้เช่นกัน แต่เรื่องลำบากใจนี่ยาก Some people are so strange that I have to reconfigure my logic to accept them into my plane.

พอเราเดิน วิวข้างทางผ่านไปช้าๆ (บางที ก็ดูแต่เท้าคนข้างหน้า) ทำให้เราเก็บรายละเอียดได้เยอะ My friend and I drove on this very route last year. But I wasn’t that impressed with it when I traveled 80 km per hour as opposed to when I did 3.5 km per hour. I love old wooden houses, Mekong river, and its mountainous ranges. By the way, we walked about 25 km per day. Thanks to my sandals, my feet were not killing me like they did to some people in our group.

ฉันประทับใจในความมีน้ำใจของคนท้องถิ่นและความเรียบง่ายในวิถีชิวิต not to mention the unusual cuisine that we got to try along the way. ได้กินแกงสะคาน ที่เป็นไม้กลุ่มเดียวกับพริกไทย กินเฉพาะส่วนนุ่มๆ ด้านนอกที่เคื้ยวได้ ได้กินแกงลูกอ๊อด In one village, the elderly who came to offer food to the monks waited until we finished our meals before they took theirs. At Wat หินหมากเป้ง, the layman staff prepared food trays specifically for us because we were guests (their morning chants during the morning meals were absolutely awesome). When we walked along the street, we were offered drinks like soy milk or bottled water, even though I was not a monastic. At one time, we even got canned fish! The fact that we were on the pilgrimage brought about their generosity.

ทักษะอย่างหนึ่งที่ได้มา คือ ตอนนี้ฉันขอนู่นนี่เก่งมาก (แต่ก่อนหยิ่ง ซื้อเอา ไม่ขอ) ที่วัดอรัญบรรพต ไม่มีน้ำขาย ฉันเห็นกระติกน้ำอยู่ข้างหลังบู๊ตขายของที่ระลึก ฉันก็เลยถือขวดน้ำเข้าไปขอเติมน้ำ สักพักก็ไปขอน้ำขวดเพื่อถวายพระ ระหว่างเดิน ฉันพบว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อน้ำขวด เพราะบ้านตามต่างจังหวัด เค้ามีตุ่มน้ำฝนกันทั้งนั้น ก็แวะเข้าไปเติมได้เลย บางทีก็เข้าห้องน้ำ บางทีก็ไม่มีห้องน้ำก็ต้องหาที่รกๆ เข้าไปจัดการกับตัวเอง

Another surprise was that I wasn’t that hungry though I ate solid food only once a day. And sometimes alms food were not that plenty. I guess sticky rice was much more filling than regular rice (we had sticky rice as leftovers every day). And I had loads of soy milk and packaged baked stuff like Euro custard cake (something my snobbish me normally doesn't eat) instead. I suppose when I don’t use my brain as much, my body doesn’t need that much food. Plus, when there aren’t any food around, my appetite doesn’t get stimulated. In the evening, we had soy milk, chocolate drinks or, on a rare occasion, juice.

It's difficult to close this post off...  I just feel that as I get older, there aren’t much I can actually hold on to. This morning, I was listening to Luangpor Sumedho’s dhamma talk, and he said that to seek security in something which is inherently insecure is ironic (my word). And the only refuge is in awareness. I’m not to that point yet, but I’m getting there.

Sunday, December 18, 2011

Tips for visiting Nepal


Magnificent peak in Annapurna mountain range
มีคนถามหลายคน คิดว่าง่ายดีถ้าจะแปะไว้แบบนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งอธิบาย  และก็มีบล็อกที่เล่าเรื่องกาฎมัณฑุ 
  • โรงแรมที่แนะนำที่ Katmandu (KTM): Kantapur Temple Hotel แถว Tamel  พอจองกับเขา แล้วเค้าจะส่งรถมารับฟรีที่สนามบิน
  • ฉันไปถึงที่โรงแรมที่ KTM แล้วฉันก็ค่อยจองตั๋วเครื่องบิน domestic จองที่พักเมืองอื่นๆ  โรงแรมส่วนใหญ่ที่นั่นมี travel agent
  • เอาเงิน USD ไปแลกเงิน local
  • ให้เอาไฟฉาย ผ้าปิดจมูก ยากันยุง ขมิ้นชัน (แก้ท้องไม่ดี) ไปด้วย
  • ที่ KTM อยู่ ๒-๓ คืนได้  มีอะไรให้ดูแถวนั้นเยอะ ตามที่เขียนไว้
  • ไป Pokhara ด้วยเครื่องบิน ประมาณ USD ๙๕ (one-way)
  • คืนแรก นอนในตัวเมืองก่อน  โรงแรมที่พักที่โพคาราเฉยๆ ไม่ได้ประทับใจมาก ถามที่ Kantapur temple hotel ก็ได้ว่าเค้าแนะนำที่ไหน  
  • แล้ว วันรุ่งขึ้นก็เดินป่า เลือกเดินป่า ๒ หรือ ๓ วันก็ได้  แล้วค้างคืนระหว่างทาง (รวมค่ากิน ค่าไกด์ ค่าที่พัก ทุกอย่าง)  จะส่งชื่อไกด์ให้ ถ้าเดินป่า แนะนำให้เอาเป้เล็กไปด้วย เป้ใหญ่ทึ้งไว้โรงแรม  
  • ฉันเดินป่ามาถึงที่ Saranghot จุดชมวิว แล้ว paraglide ลงมาโพคารา มันมาก ส่วนเป้ฝากไกด์เอาลงมากับรถ
วิวจากบน Paraglide เห็นโพคาราข้างล่าง
  • กลับมานอนโพคาราอีกคืนแล้วค่อยไปต่อ วันนั้น จะไปพายเรือ เดินเล่น
  • ฉัน ไป Chitwan National Park ด้วยรถบัสนักท่องเที่ยว (ไม่มีเครื่องบินจากโพคารา)  ที่ Chitwan พักที่ Island Jungle resort เค้ามี package 3 วัน สองคืน (รวมทุกอย่างแล้ว) ซื้อแพกเกจได้จากโรงแรมที่ KTM ประมาณ $90 
  • จาก Chitwan บินกลับมา KTM ได้  ถ้านั่งรถบัส ก็ ๖ ชม.